ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านลดลง ขณะที่พรรค LDP ของญี่ปุ่นชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ส่วนผลการเลือกตั้งในไทยสะท้อนว่าเสถียรภาพของรัฐบาลอาจดีขึ้น
เศรษฐกิจโลกและไทย
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านลดลง
ขณะที่พรรค LDP ของญี่ปุ่นชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย
ส่วนผลการเลือกตั้งในไทยสะท้อนว่าเสถียรภาพของรัฐบาลอาจดีขึ้น
สหรัฐฯ: เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่องหนุนเฟดคงดอกเบี้ย
สะท้อนจากดัชนี
PMI
ภาคการผลิตและการบริการที่ขยายตัว ผลิตภาพแรงงานที่สูงขึ้น
รวมถึงการบริโภคที่แข็งแกร่ง
ส่งผลให้ความจำเป็นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือนมีนาคมลดลง
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ
กับอิหร่านมีสัญญาณผ่อนคลายลงหลังทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเจรจาเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหาร
ญี่ปุ่น: พรรคเสรีประชาธิปไตย
(LDP)
ชนะเลือกตั้ง โดยได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรถึง
310 จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง มากที่สุดในประวัติศาสตร์หลังสงครามของญี่ปุ่น
ซึ่งคาดเป็นแรงขับเคลื่อนให้รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ
ซึ่งรวมถึงนโยบายการคลังเชิงรุก อย่างไรก็ตาม
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่สูงขึ้นต่อเนื่องอาจกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืม
ขณะที่แรงกดดันให้ BOJ
ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
จีน: หวังพึ่งส่งออกหลังสัญญาณชีพทางเศรษฐกิจอ่อนแอ
โดย
PMI
ภาคการผลิตพลิกกลับมาหดตัวอีกครั้งในเดือนมกราคม
ส่วนภาคบริการหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 (ดังรูป) อีกด้านหนึ่ง
จีนได้ทยอยบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับชาติต่าง ๆ เช่น แคนาดา สหภาพยุโรป
และสหราชอาณาจักร ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงในยามที่เศรษฐกิจจีนต้องพึ่งพาการส่งออกต่อไป
อย่างไรก็ตาม ยังต้องระวังความตึงเครียดทางการค้าจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
และความเข้มงวดในการใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ของจีนเอง
ไทย: ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่งในสภาฯ เกินคาด โดยก้าวขึ้นมาเป็นพรรคที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มากที่สุด ด้วยจำนวนที่นั่งประมาณ 190–195 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จึงกลายเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยอาจจับมือกับพรรคกล้าธรรม (ซึ่ง ณ วันที่ 9 ก.พ. มี 58 ที่นั่ง) เพื่อจะครองเสียงข้างมากในสภาฯ ซึ่งหากรวมจำนวนที่นั่งกับพรรคเพื่อไทย (ประมาณ 74 ที่นั่ง) และ/หรือพรรคขนาดเล็กอื่น ๆ จะทำให้มีจำนวน สส. รวมมากกว่า 300 ที่นั่ง
จากผลการเลือกตั้งล่าสุดสะท้อนว่าพรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในระยะเวลาอันใกล้
ซึ่งเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์
อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นความมีเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่
หากรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากอย่างชัดเจน คาดว่าจะช่วยให้การอนุมัติงบประมาณรายจ่ายและการดำเนินนโยบายต่างๆเป็นไปอย่างราบรื่น
รวมถึงช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยภาพรวมแล้ว
ผลการเลือกตั้งและสถานการณ์การเมืองจากนี้ไปอาจเป็นปัจจัยบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม ฐานะทางการคลังที่อ่อนแอลง ผนวกกับปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศ
และความท้าทายจากปัจจัยภายนอกประเทศยังเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป




ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น